คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกล่าวคำว่า
ลาก่อน กับบล็อกนี้
ไม่ได้หายไปไหน
จะยังคงวนเวียนแวถว ๆ นี้
เพียงแต่จะเริ่มบล็อกใหม่
เรื่องใหม่
ใครอยากรู้ว่าที่ไหนอย่างไร
ก็ add msn มาคุยกันได้หรือถามได้
คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกล่าวคำว่า
ลาก่อน กับบล็อกนี้
ไม่ได้หายไปไหน
จะยังคงวนเวียนแวถว ๆ นี้
เพียงแต่จะเริ่มบล็อกใหม่
เรื่องใหม่
ใครอยากรู้ว่าที่ไหนอย่างไร
ก็ add msn มาคุยกันได้หรือถามได้
บุญบาป ศีลธรรม กรรม
แน่นอนที่สุดที่แต่ละคนมีความเห็นต่างกันออกไป บางคนเห็นว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น บางคนว่าสีนี้สวยกว่าสีนั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยากให้เป็น พูดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งที่เราอยากเห็นเราก้จะเห็นเท่านั้น สิ่งไหนที่เราไอยากเห็นเราก็ปิดหูปิดตาสะเฉย ๆ
ฉันเองไม่ใครคนเคร่งศาสนา เพราะฉันกับศาสนาอยู่คนละที่กัน อย่างไรก็ตามฉันชอบและประทับใจในพุทธศาสนาในเชิงปรัชญาเพราะฉัน...
ฉันไม่เชื่อเรื่อง บาป บุญ
ฉันไม่เชื่อว่า ถ้าอยากสวยต้องทำบุญด้วยเสื้อผ้า อยากเก่งต้องทำบุญด้วยหนังสือ อยากกินดีอยู่ดีต้องทำบุญด้วยอาหาร
แล้วอย่างฉันหล่ะ ตาบอด ทำบุญด้วยหลอดไฟ เทียนไข บริจาคเงินให้โรงพยาบาลตา ฉันจะมองเห็นรึก็ปล่าว
สำหรับฉันการทำบุญ ทำทาน สิ่งที่ได้รับคือความสบายใจ คือการอยากให้แล้วเราได้ให้ เราให้เพราะเราไม่ได้หวังสิ่งใด ๆ กลับคืน แต่ก็นั่นแหล่ะ มุนษย์เรายังระคนไปด้วยกิเลส ความอยากมี อยากได้ ทั้ง ๆ ที่ให้ หรือเรียกในแง่ศาสนาก็ว่าทำทานหรือทำบุญ ก็ยังจะหวังผลตอบแทน
พระพุทธองค์เองไม่เคยสอนให้ทำบุญเพื่อได้สิ่งตอบแทน แต่กลับให้เรารู้จักการให้เพื่อให้จิตใจสบาย
เมื่อเราจิตใจสบาย เราก็เป็นสุข เมื่อเป็นสุข ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงทำสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเรา เช่น อาจอยากทำสมาธิ เมื่อมีสมาธิก็มีปัญญา
ก่อนหน้านี้เมื่อตอนที่เรียน ปรัชญาศาสนาพุทธ ก็เห็นว่า การรักษาศีล เป็นเรื่องภายนอก
พุทธจริง ๆ คือต้องมีปัญญา
เคยนึกอยู่ตลอดว่าจะมี พระสมัยหลังพุทธกาลที่นำเอาจุดตรงนี้มาพูดรึปล่าหนอ
ก็ด้วยความกรุณาที่คุณ nupomme ส่งหนังสือเรื่อง คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธธาตุภิกขุ มาให้ได้ฟัง
แล้วทำให้รู้ว่า ตัวเรามองโลกแคบเกินไปโดยที่นึกว่าอาจไม่มีพระศงฆ์องค์ใด นำเอาหลักคำสอนมาสอนจริง ๆ เพราะความเป็นจริงแล้วคือ มี
ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะรู้เลยว่า ศาสนาพุทธที่มองในเชิงปรัชญานั้นเป็นอย่างไร
อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ว่าสิ่งที่สำคัญและจะดับกิเลสได้ทั้งหมดคือ ปัญญา
ต่อให้พระศงฆ์ที่ถือศีล 227 ข้อ แล้วจิตใจยังสกปรก ยังมักมากในทางโลก ยังอยากอวดอวิชา ก็ไม่ถือว่าปฏิบัติจริง
ในหนังสือเรื่อง คู่มือมนุษย์ ก็ได้บอกไว้ว่า หากเรา ๆ ที่ไม่ใช่พระ ไม่ได้บวช ศีลบางข้อที่บางทีบางเวลาหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นปัจจัยภายนอก เพราะเรายังคือปุถุชน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยความจำเป็นก็ไม่ถือว่าผิดศีลแล้วถึงกับต้องตกอกตกใจหรือถูกประนาม หากเรามีสมาธิและมีปัญญาที่สามารถควบคุมได้ ที่สามารถนำเราไปสู่ทางนิพพานได้ในเวลาต่อไปนั้นดียิ่งกว่า
ขอยกตัวอย่างแบบนี้ ศีลข้อที่ 5 ที่ว่า งดเว้นการดื่มสุราเมรัย ด้วยศีลทั้ง 5 ข้อ ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าดื่มของมึนเมา ก็ขาดสติ เมื่อขาดสติก็อาจประพฤติผิดในกาม อาจลักขโมย หรือไปจนถึงฆ่าสัตย์ตัดชีวิตได้
แต่ถ้าในกรณีที่เรา ผู้ที่มีสติซึ่งเกิดจากมีสมาธิและมีปัญญา หลีกเลี่ยงการสังคมไม่ได้เพราะนี่ก็คือชีวิตประจำของเรา บางครั้งบางโอกาสต้องดื่มเพื่อสังคม เรื่องที่ต้องทำตามสังคมนี่เป็นเรื่องอีกเรื่องที่ต้องเอามาหยิบยกกันเพื่อถกเถียงไปจนถึงเรื่องทางจิตวิทยาไปโน่น แต่ในตัวอย่างเช่น นักการทูต ถ้าถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องดื่ม ไม่จำเป็น แต่สำคัญที่ต้องดื่มเพื่อสัมพันธไมตรี เรางดไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้ทรงศีล หากนักการทูตจะบอกไม่ดื่มเพราะถือศีลก็คงได้ แต่การเจรจาระหว่างประเทศอาจไปไม่ราบรื่น
แต่หากนักการทูตท่านนั้นครองสติได้ รู้ว่าดื่มเพื่อสัมพันธภาพ หาได้ดื่มเพื่อให้ครึกครื้นในอารมณ์ หาได้ดื่มเพราะอยาก หาได้ดื่มเพราะเลือกที่อยากจะใช้เครื่องดื่มมึนเมาย้อมใจเพื่อก่อการอย่างอื่น เมื่อรู้ว่าดื่มสักแก้วสองแก้วเพื่อเจิรญสัมพันธไมตรี รู้ตัวตนว่ากำลังดื่ม กำลังอยู่ในแก้วแรกและกำหนดไว้แค่ 2 แก้ว รู้ว่าสาเหตุของการดื่มคืออะไร อย่างนี้ ทางพุทธปรัชญาไม่ถือว่าผิดแต่อย่างใด
หลักสำคัญคือต้องมีสติ จะมีสติได้ต้องก็ต้องทำสมาธิเป้นนิจ เมื่อทำสมาธิอยู่เป้นนิจปัญญาก็จะเกิด เมื่อปัญาเกิดเราก็จะเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจปัญหา เข้าใจเหตุและผลของแต่ละเรื่องราว
ทั้งหมดที่ว่านี้ อยากให้เรา ชาวไทย ที่บรรพบุรุษก็ชาวพุทธ หันมามองพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง อย่าปล่อยใจให้ไปหลงงมงายเลยกับการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กับการทำบุญที่หวังผล แต่ให้เราเริ่มจากตัวเราเอง เริ่มการทำดีเพราะตัวเราเอง อย่างที่ว่าไปแล้วว่าการทำดีไม่ใช่เฉพาะการถือศีลกินเจ ทำดีคือไม่เบียดเบียนใคร ทำดีคือมีปัญญาแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง ถ้าเราเริ่มจากตัวเราเองแล้ว ไม่ช้าสังคมไทยก็จะดีขึ้น
อย่างน้อยสิ่งที่เรานั้นทำลงไป
ไม่คิดอะไรก็แค่ภูมิใจที่เป็นคนดี
อย่างน้อยก็บอกตัวเองหนทางยังมี
แม้ว่าวันนี้
มันชั่งโหดร้าย...
...
รู้ว่าสักวันต้องได้ดี
หลายต่อหลายครั้งที่ฉันท้อ
และในทุก ๆ ครั้งที่ท้อ
ก็จะหยิบเพลง ๆ นี้ขึ้นมาฟังเสมอ
"สักวันต้องได้ดี" โดย คุณ เต๋อ
ก่อนอื่นต้องแสดงความเสียใจกับคนที่คิดหาสาระประโยชน์จาก blog ของเรา
เพราะจะหาไม่ได้เลย...
ทำไมหน่ะเหรอ เพราะ blog นี้ ไม่มีวัตถุประสงค์ ไม่มีเป้าหมาย
เรื่องราวแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์เจ้าของ จะว่าเป็น diary ก็ไม่ใช่
เพราะไม่ได้คิดจะบันทึกเรื่องราวที่ผ่านไป ผ่านมา ในชีวิตให้หมด
แต่วันไหน อารมณ์ไหน อยากพร่ามอะไรแล้วรู้ว่าไม่มีใครฟัง ก็ได้ blog นี่แหล่ะเป็นที่ระบาย
วันนี้รู้สึกเบื่อนะ ท้อด้วย
ทำไมหน่ะเหรอ อาจเป็นเพราะว่าหยิบเรื่องหลายเรื่องมาผสมปนเปกัน เรื่องของตัวเองมั่ง เรื่องของคนอื่นมั่ง
ผสมปนเปไปหมด ทั้งที่ตั้งใจผสมและไม่ได้ตั้งใจผสม
ขอโทษเอาอากาศฟ้าดินด้วยละกันที่ทำให้บรรยากาศมันน่าเบื่อ
ยิ่งนานวัน ยิ่งเรียนหนัก อ่านเท่าไหร่ไม่จบ ทำอะไรไม่เคยสำเหร็จเลย รู้สึกอย่างนั้นนะ
แต่จะว่าไปแล้ว ความสำเหร็จคืออะไร
....
......
ถ้าให้ตอบ คงไม่ได้ เพราะชีวิตฉันไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรเลย ไม่มีหลักชัยให้อยากไปถึง เลยยิ่งทำยิ่งไม่เห็นประโยชน์
บางอารมณ์ก็ว่ามีเป้าหมาย บางทีก็ว่าไม่มี
บางทีเรื่องที่อยากจัดการก็อยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา เลยเหนื่อย
บางที ทำดี ทำเพื่อคนอื่นมาก ๆ ก็เหนื่อย อยากเว้นวรรคสะบ้างเพราะรู้ตัวดีว่าไม่ใช่ นางเอก ไม่ใช่ เจ้าหญิงที่จะทำเพื่อใครได้มากมาย
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าทิ้งใครไม่ได้ รับปากแล้วก็ต้องทำ
ท้ายที่สุด ทำดี เพื่อตัวเองต่างหาก เพื่อให้ตัวเองสบายใจ เพื่อที่เห็นคนอื่นมีความสุขเราก็สุข
ได้คำตอบอีกว่า ไม่มีใครสมบูรณ์นะชีวิตหน่ะ ไม่มีใครได้อะไรไปทุก ๆ อย่าง
แต่ก็ย้อนกลับมาคิดว่า ทำไมต้องเป็นเราที่ไม่เคยประสบเรื่องดี ๆ
ทำไมต้องเป็นเราที่เอาใจคนอื่น ทำไมต้องเป็นเราที่ทำเพื่อคนอื่น
แต่คิดไปคิดมา ความเหนื่อย ความท้อนี่แหล่ะคือพลังอันดีให้กับชีวิตอันว่างปล่าว
หากไม่เหนื่อย ไม่ท้อ แสดงว่าเราไม่ได้ทำอะไร
ฉะนั้นที่เราเหนื่อย ที่เราท้อ ที่เราร้องไห้ เป็นเพราะเราได้ทำอะไร และอารมณ์เหล่านี้บ่งบอกแห่งความสำเหร็จที่เราได้
สำเหร็จในการเป็นมนุษย์ ไม่ใช่วัตถุ
อย่างที่เพลงว่าไว้
แม้ว่าวันนี้
มันชั่งโหดร้าย
ก็ยังคงทำดีไม่เคยหวั่น
รู้ว่าสักวันต้องได้ดี